Hall of Fame
มิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์ เกิดที่เมืองซัฟฟอร์ด รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2431 พออายุได้เพียง 2 เดือนต้องประสบอุบัติเหตุ โดยมีผู้เผลอทำน้ำยาเคมีหกราดใบหน้าทำให้ต้องเสียดวงตาทั้งสองข้าง ท่านได้รับการศึกษาจนสำเร็จระดับปริญญาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และประกาศนียบัตรวิชาครูภาษาอังกฤษจาก ทรีนิตีคอลเลจ กรุงวอชิงตัน
ในปี พ.ศ. 2466 ได้เดินทางไปทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและเป็นนักศึกษาของสถาบันการศึกษาสังคมและการเมืองในประเทศญี่ปุ่น ในระยะนี้เอง มิสคอลฟิลด์ ได้มีโอกาสพบกับนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ซึ่งขณะนั้นเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น คุณหมอฝนทำให้มิสคอลฟิลด์ได้ทราบว่าสถานภาพของคนตาบอดในประเทศไทย ยังไม่มีใครให้ความสนใจหรือดำเนินการช่วยเหลือในด้านการศึกษาให้อย่างจริงจัง และด้วยการสนับสนุนช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากคุณหมอฝน มิสคอลฟิลด์ จึงได้เดินทางมาสำรวจสถานภาพของคนตาบอดในประเทศไทยเป็นระยะสั้นๆในเวลาต่อมา และได้ตั้งใจว่าจะกลับมาช่วยเด็กตาบอดไทยให้ได้ แม้ด้วยทุนรอนและด้วยลำแข้งของตนเอง
ในปี พ.ศ. 2480 มิสคอลฟิลด์ ได้เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ตระเวนแสดงปาฐกถาและสอนภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งรวบรวมเงินทุนเบื้องต้นเพื่อการทำงานต่อในทวีปเอเชีย จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2481 ได้เดินทางมาประเทศไทยโดยขึ้นเรือที่ประเทศสิงคโปร์และนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ
มิสคอลฟิลด์ ได้เริ่มงานพัฒนาคนตาบอดไทย โดยการจัดตั้งโรงเรียนสอนเด็กตาบอดขึ้นในปีพ.ศ. 2482 ที่บ้านหลังเล็กๆ ในซอยศาลาแดง สีลม ด้วยความวิริยะอุตสาหะ และร่วมกันกับนักศึกษาไทยประดิษฐ์อักษรเบรลล์ภาษาไทยขึ้นเมื่อเทียบกับอักษรเบรลล์ภาษาอังกฤษซึ่งมีพยัญชนะและสระรวมกัน 26 ตัวแล้ว ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เพราะอักษรเบรลล์ภาษาไทยมีพยัญชนะ 44 ตัว สระ 32 รูป วรรณยุกต์ 4 เสียง รวมทั้งเครื่องหมายต่างๆอีก 4 รูป และด้วยความคิดที่ก้าวไกล มิสคอลฟิลด์ ได้วางแนวทางที่จะจดทะเบียนมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยด้วย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องโยกย้ายนักเรียนตาบอดหลบภัยสงครามที่ราชบุรีและหัวหิน เมื่อสงครามสงบแล้วจึงย้ายกลับกรุงเทพฯตามเดิม
ในปี พ.ศ. 2490 มิสคอลฟิลด์ ได้ขอให้ซิสเตอร์คณะซาเลเซียนมาช่วยดูแลนักเรียนแทน ในช่วงที่เดินทางไปญี่ปุ่นอีก 5 ปีต่อมาจึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยและพำนักที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ซึ่งได้ย้ายมาตั้งอยู่บนพื้นที่ 8 ไร่ ถนนราชวิถี ซึ่งรัฐบาลสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้จัดหาให้ มิสคอลฟิลด์ได้เข้าช่วยงานในฐานะครูสอนหนังสือเด็กๆ และที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ โดยเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างให้มูลนิธิฯเจริญมั่นคงเป็นฝึกแผ่นมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ มิสคอลฟิลด์ ได้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดที่ประเทศเวียดนาม ในปีพ.ศ. 2499 และที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2503 ต่อมาได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดูแล
ด้วยผลงานอันมีค่ายิ่งต่อคนตาบอดนี้เองจึงทำให้ท่านได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้
- ปี พ.ศ. 2503 ได้รับเครื่องประดับเชิดชูเกียรติคุณจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในฐานะเสริมสร้างมิตรภาพอันดียิ่งขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
- ปีพ.ศ. 2504 ได้รับรางวัลแม๊กไซไซ สาขาส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ จากมูลนิธิรามอนแม๊กไซไซแห่งฟิลิปปินส์
- ปีพ.ศ.2506 ได้รับประกาศเกียรติคุณเมดัล อ๊อฟฟรีดอม จากประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกาในฐานะชาวอเมริกันผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่ชาวโลก
- ปีพ.ศ. 2508 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบญจมาภรณ์ช้างเผือก จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะผู้ทำความดีแก่ผู้พิการตาบอดด้วยความเสียสละและอุทิศตนอย่างแท้จริง
- ปีพ.ศ. 2512 ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติงานด้านสวัสดิการสังคมชั้น 1 จากรัฐบาลเวียดนามใต้
มิสคอลฟิลด์ ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลคามิลเลียน สุขุมวิท กรุงเทพฯด้วยโรคชราภาพ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2515 สิริอายุ 84 ปี ร่างของท่านฝังไว้ ณ สุสานสามเสนในประเทศไทย อันเป็นแผ่นดินที่ท่านรักนี้เอง คณะศิษย์ตาบอดต่างสำนึกในพระคุณของมิสคอลฟิลด์ ในฐานะผู้ให้กำเนิดการศึกษาของคนตาบอดในประเทศไทย จึงได้หาทุนและดำเนินการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของท่าน ซึ่งประดิษฐาน ณ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ กระทำพิธีเปิดโดย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2526 ปฏิมากรคืออาจารย์มีเซียม ยิบอินซอย และได้จัดการชุมนุมศิษย์ตาบอดตลอดจนมิตรสหายของมิสคอลฟิลด์ ในวันที่ 12 ธันวาคมของทุกปี


Hall of Fame














